ส่งออกไทย ม.ค. 2026 โตแรงสุดในรอบ 4 ปี แต่ระยะต่อไปเผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นจากมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติม

   เมื่อ : 24 ก.พ. 2569

มูลค่าส่งออกไทยเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 31573.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 24.4%YOY สูงสุดในรอบ 4 ปี เร่งขึ้นจาก 16.8% ในเดือนก่อน และสูงกว่าที่ประเมินไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 8.5% และค่ากลาง Reuters Poll 9.4%) ตัวเลขปรับฤดูกาลขยายตัวถึง 10.6%MOM_SA ต่อเนื่องจาก 7.3%MOM_SA ในเดือนก่อน โดยการส่งออกในเดือนนี้ยังได้แรงหนุนสำคัญจาก (1) วัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก จากกระแสการลงทุน AI และอุปสงค์ต่อสินค้าที่เกี่ยวข้อง โดยการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวสูง 67% เร่งขึ้นจาก 52.8% ในเดือนก่อน และขยายตัวต่อเนื่องนาน 22 เดือน และ (2) การส่งออกทองคำไม่ขึ้นรูปขยายตัวสูง 136.2% ส่วนหนึ่งจากราคาทองคำที่ปรับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ตามอุปสงค์ทองคำของธนาคารกลางต่าง ๆ และความต้องการถือทองคำในช่วงที่มีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์สูง ทั้งนี้การส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และทองคำมีส่วนช่วยให้การส่งออกไทยเดือนนี้ขยายตัวมากถึง (CTG) 11.4% และ 6.3% ตามลำดับ จากการเติบโตการส่งออกรวมที่ 24.4%


มูลค่านำเข้าสินค้าขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 ปีเช่นกัน ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูง มูลค่านำเข้าสินค้าเดือน ม.ค. 2026 อยู่ที่ 34876.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 29.4%YOY เทียบ 18.8% ในเดือนก่อน สูงกว่าที่ประมาณการไว้มาก (SCB EIC ประเมิน 10.5% และค่ากลาง Reuters Poll 10.3%) โดยสินค้านำเข้าหลักมาจาก (1) สินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปขยายตัวสูง 50.3% (CTG= 20.5% จาก 29.4%) โดยเฉพาะสินค้าอุปกรณ์ ส่วนประกอบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และทองคำ และ (2) สินค้าทุนขยายตัว 29.5% (CTG= 7.7% จาก 29.4%) โดยเฉพาะเครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ดุลการค้า (ระบบศุลกากร) เดือน ม.ค. 2026 ขาดดุล -3303.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (SCB EIC คาดไว้ -2100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ค่ากลาง Reuters Poll คาดไว้ -2030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขาดดุลต่อเนื่อง 4 เดือน


หัวข้อพิเศษ : ทิศทางกำแพงภาษีสหรัฐฯ หลังคำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ(ข้อมูล ณ วันที่ 23 ก.พ. 2026)


ศาลฎีกาฯ ตัดสินว่าการใช้อำนาจขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ตาม IEEPA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย


เมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2026 ศาลฎีกาสหรัฐฯ (U.S. Supreme Court) วินิจฉัยด้วยมติ 6:3 เสียง ว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่มีอำนาจขึ้นภาษีนำเข้าโดยใช้ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)[1] หลังจากธุรกิจผู้นำเข้าสหรัฐฯ รวมตัวกันยื่นคำร้องต่อศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ (CIT) ให้วินิจฉัยอำนาจในการขึ้นภาษีนำเข้าของรัฐบาลทรัมป์ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2025


คำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องยุติการเก็บภาษีนำเข้าที่ออกโดยใช้อำนาจ IEEPA (ยุติสิ้นวันที่ 23 ก.พ.) ได้แก่ (1) ภาษีนำเข้าตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ที่เก็บเพิ่มจากประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อัตราแตกต่างกันในช่วง 10 - 50% รวมถึงไทยที่ถูกเก็บเพิ่มในอัตรา 19% และ (2) ภาษีนำเข้ากรณีภาวะฉุกเฉินต่าง ๆ เช่น กรณีประเทศมีการลักลอบนำเข้า Fentanyl (เม็กซิโก แคนาดา และจีน) และภาษีกรณีการเมืองในประเทศบราซิล นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องคืนภาษีนำเข้าส่วนนี้ที่จัดเก็บมาได้ให้ผู้นำเข้าของสหรัฐฯ ที่แบกรับต้นทุนภาษีส่วนนี้เพิ่มขึ้น


อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้าที่รัฐบาลทรัมป์จัดเก็บเพิ่มเติมตามข้อกฎหมายอื่น ๆ จะยังบังคับใช้ได้ เช่น ภาษีนำเข้ารายหมวดสินค้า (Product-specific tariffs) ที่ใช้อำนาจกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงของชาติ (Sec. 232) หรือภาษีนำเข้าที่เรียกเก็บสินค้าจีนในช่วงรัฐบาล Trump 1.0 โดยใช้กฎหมายว่าด้วยการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Sec. 301)


รัฐบาลทรัมป์ตอบโต้ทันทีด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกในอัตรา 15% ผ่านอำนาจกฎหมาย Sec. 122 เป็นเวลา 150 วัน


รัฐบาลทรัมป์รับทราบท่าทีของศาลฎีกาสหรัฐฯ มาตั้งแต่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2025 แล้ว จึงมีเวลาเตรียมความพร้อมการดำเนินการหลังศาลฎีกาฯ ออกคำวินิจฉัยมานานพอสมควร จึงสามารถประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก (ยกเว้นสินค้าส่วนใหญ่ที่ถูกจัดเก็บ Product-specific tariffs) ในอัตรา 15% เท่ากันเป็นเวลา 150 วัน (Worldwide Tariff : ตามประกาศของ ปธน. ทรัมป์ใน Truth Social) โดยอาศัยอำนาจกฎหมาย Sec. 122 ของ The Trade Act of 1974 ที่ระบุว่า รัฐบาลสามารถขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% หากสหรัฐฯ ประสบปัญหาขาดดุลการชำระเงินอย่างรุนแรง หรือเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าอย่างรวดเร็ว โดยประกาศใช้ได้สูงสุดนาน 150 วัน และสามารถขยายระยะเวลาได้ผ่านฝ่ายนิติบัญญัติ


สหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษี Worldwide tariff ครั้งนี้จะสามารถชดเชยภาษีนำเข้าภายใต้ IEEPA ที่ถูกศาลฎีกายกเลิกไปได้ค่อนข้างมาก โดย Global Trade Alert วิเคราะห์ว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกา จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average US tariff rate) ของสหรัฐฯ ลดลงจาก 15.3% เหลือ 8.3% แต่การปรับขึ้น Worldwide tariff 15% จะทำให้อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยฯ เพิ่มกลับมาอยู่ที่ 13.2% (รูปที่ 2) ต่ำกว่าอัตราก่อนศาลฎีกาตัดสินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


ภายใต้ Worldwide tariff ที่สหรัฐฯ ใช้แทนที่อำนาจ IEEPA อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยที่สหรัฐฯ เก็บสินค้าไทยจะลดลงเพียงเล็กน้อย


แม้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ จะปรับลดลงในภาพรวม ซึ่งมีประโยชน์ต่อประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15%[2] เช่น อัตราภาษีสินค้าบราซิลจะลดลงเฉลี่ยถึง 13.6 p.p. (เดิมเคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงถึง 50%) ขณะที่สินค้าจากไทยที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff ที่ 19% การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยลดลง 2.0 p.p. สำหรับสหราชอาณาจักรที่เจรจาภาษีลดลงมาได้เหลือ 10% กลับถูกเก็บภาษีในอัตราสูงขึ้น 2.1 p.p. (เดิมถูกเก็บ Reciprocal tariff เพียง 10%)


ในระยะข้างหน้า รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มที่จะใช้ภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายอื่นเป็นเครื่องมืออย่างต่อเนื่อง


รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีเครื่องมืออีกมากในการเก็บภาษีนำเข้า (รูปที่ 4) เช่น Section 301 ของ The Trade Act of 1974 ที่ทั้งรัฐบาล Trump 1.0 และ Biden ใช้ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจีนหลายชนิด สามารถนำมาใช้แทน Reciprocal tariff ในระยะยาวได้ โดยแต่รัฐบาลสหรัฐฯ จะต้องเร่งสอบสวนถึงลักษณะการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับแต่ละคู่ค้า ซึ่งใช้เวลาประมาณ 6 – 12 เดือนก่อนจะประกาศขึ้นภาษีนี้ได้ ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนกับจีนและบราซิลไปก่อนแล้ว และอาจเริ่มกระบวนการสอบสวนประเทศที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นมิตรทางการค้ามากนัก โดยเป็นไปได้ว่าอาจจะเร่งให้เสร็จภายใน 150 วันข้างหน้า


ผลของอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงต่อเศรษฐกิจโลกยังไม่ชัดเนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนสูง


ภาคธุรกิจสหรัฐฯ อาจได้รับผลดี ผู้นำเข้าสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับเงินภาษีคืน แต่ยังมีความไม่แน่นอนมีอยู่มาก เนื่องจากคำตัดสินดังกล่าวไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผู้นำเข้ารายใดบ้างที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน รวมถึงยังไม่มีกรอบเวลาที่แน่นอนในการคืนเงิน


ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าปรับสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกานำไปสู่การตอบโต้จากฝ่ายบริหารด้วยการเดินหน้าใช้มาตรการภาษีนำเข้าภายใต้กฎหมายฐานอื่นแทน สถานการณ์เช่นนี้สร้างแรงกดดันต่อการตัดสินใจลงทุนและวางแผนธุรกิจในระยะกลาง เพราะภาคเอกชนไม่สามารถประเมินได้ว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของสหรัฐฯ จะอยู่ในระดับใดในระยะข้างหน้า


กระบวนการเจรจาการค้าทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศต่าง ๆ อาจยืดเยื้อ เพราะฝ่ายคู่เจรจาไม่แน่ใจว่าข้อตกลงที่ทำไปแล้วจะมีความมั่นคงทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศที่เจรจารับข้อตกลงไปก่อนหน้านี้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดกว่า อาจเสียเปรียบประเทศที่รอเจรจาในภายหลังซึ่งอาจได้เงื่อนไขที่ผ่อนปรนกว่า หลายประเทศจึงอาจปรับกลยุทธ์ในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ


SCB EIC ประเมินในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจได้รับผลบวกบ้าง แต่จะเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของมาตรการภาษีที่สหรัฐฯ จะนำมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า


ในระยะสั้นการส่งออกไทยอาจขยายตัวดีขึ้นบ้างจากผลดีต่อการแข่งขันราคาสินค้าไทยในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เคยถูกเก็บ Reciprocal tariff สูงกว่า 15% รวมถึงผู้นำเข้าในสหรัฐฯ อาจเร่งนำเข้าในระยะสั้นจากอัตราภาษีที่ลดลงชั่วคราว


อย่างไรก็ดี SCB EIC ประเมิน สหรัฐฯ จะนำมาตรการภาษีนำเข้าอื่นมาใช้เพิ่มเติมระยะข้างหน้า แทน Reciprocal tariffs ที่ยกเลิกไป รวมถึงสินค้าจีนอาจมีความสามารถแข่งขันด้านราคาดีขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ส่งผลให้การส่งออกไทยยังมีแรงกดดันสูง โดยเฉพาะช่วงหลังการบังคับใช้ภาษีจาก Sec. 122 ในช่วง 150 วันแรกสิ้นสุดลง การส่งออกของไทยจึงไม่ได้มี Upside จากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่ลดลงมากนัก


SCB EIC ปรับประมาณการส่งออกไทยกลับมาขยายตัวได้ 1.6% ในปี 2026 (เดิม -1.5%) ตามแรงหนุนวัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังมีต่อเนื่องจากความต้องการที่สูงขึ้นทั่วโลก สนับสนุนการส่งออกของหลายประเทศเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งเป็นผู้ผลิตสำคัญในสินค้าดังกล่าว สะท้อนได้จากรูปที่ 5 ขวาล่าง ที่มูลค่าส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาเอเชียยังขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ เวียดนาม และไทย นอกจากนี้ มุมมองต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกปรับดีขึ้น โดย SCB EIC ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกปี 2026 ขึ้นเป็น 2.7% (เดิม 2.5%) ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และองค์การการค้าโลก (WTO) ปรับคาดการณ์ปริมาณการค้าโลกในปี 2026 สูงขึ้นเช่นเดียวกันจากมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น รวมถึงมองว่าการพัฒนา AI ที่รวดเร็วจะเป็นปัจจัยหนุนการค้าโลกปีนี้ และช่วยลดผลกระทบภาษีสหรัฐฯ