Krungthai CIO มองตลาดมีแรงซื้อกลับเข้าสินทรัพย์เสี่ยง หลังทรัมป์หยุดยิงชั่วคราว

   เมื่อ : 08 เม.ย. 2569

Krungthai CIO ประเมินตลาดการเงินโลกฟื้นตัว จากความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สหรัฐฯ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ภายใต้เงื่อนไขการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับสูง แนะนักลงทุนใช้กลยุทธ์ “Stay Invested” ควบคู่การกระจายความเสี่ยง และทยอยสะสมหุ้นกลุ่มคุณภาพ พร้อมถือครองทองคำ เพื่อบริหารความเสี่ยงในระยะถัดไป


ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office : CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 7–17 เมษายน 2569 ว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดโลกกลับมาฟื้นตัวอย่างโดดเด่น โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P 500) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟื้นตัวจากแรงขายต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากความคาดหวังต่อความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลาง ซึ่งล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตกลงหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งอิหร่านได้ตอบรับและพร้อมจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซในช่วงเวลาหยุดยิงดังกล่าวด้วย


อย่างไรก็ตาม Krungthai CIO ยังประเมินว่า ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังอยู่ในระดับสูง สถานการณ์สามารถพลิกผันได้ตลอดเวลา แนะบริหารพอร์ตการลงทุนภายใต้ความไม่แน่นอน ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การคงสัดส่วนการลงทุนหลัก (Stay Invested) เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในช่วงที่ตลาดฟื้นตัว ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยง (Diversification) ไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลาย เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวน และใช้จังหวะที่ตลาดยังมีความไม่แน่นอน ทยอยสะสมหุ้นกลุ่มคุณภาพอย่างระมัดระวัง (Cautious Buy on Dip) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความทนทานต่อปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และหุ้นกลุ่มคุณภาพที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่ม Technology และ Semiconductor รวมถึงพลังงานทางเลือก


ทั้งนี้ ยังแนะนำ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Defensive เช่น กลุ่ม Healthcare เพื่อลด

ความผันผวนของพอร์ต ควบคู่กับการกระจายการลงทุนไปยังหุ้นจีน A-Share และ REITs ไทย เพื่อสร้างกระแสรายได้จากเงินปันผล แนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้โลก เพื่อช่วยลดความผันผวนโดยรวมของพอร์ต และถือครองทองคำในสัดส่วนประมาณ 5-10% เพื่อเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง


ทั้งนี้ นักลงทุนควรติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และติดตามการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางตลาดการเงินและนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในระยะถัดไป