มาม่าเปลี่ยนเกม Influencer Marketing จาก ”จ้างรีวิว” สู่ ”ปั้น Creator” ผ่านโปรเจกต์ ”มาม่า x เทพลีลา”

   เมื่อ : 01 ก.ค. 2569

การแข่งขันของแบรนด์ในวันนี้ ไม่ได้อยู่แค่ว่าใครมีงบโฆษณามากกว่า แต่คือใครสามารถสร้างบทสนทนากับผู้บริโภคได้ดีกว่า


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อินฟลูเอนเซอร์ มาร์เกตติ้ง กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของนักการตลาด แต่ขณะที่หลายแบรนด์แข่งขันกันเลือกใช้ อินฟลูเอนเซอร์ ชื่อดัง "มาม่า" กลับเลือกทดลองอีกแนวทางหนึ่ง นั่นคือการร่วมกับ เทพลีลา สร้างโปรเจกต์เพื่อปั้นอินฟลูเอนเซอร์รุ่นใหม่ตั้งแต่จุดเริ่มต้น


เบื้องหลังของโปรเจกต์นี้ ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า "จะเลือกใครมารีวิวสินค้า" แต่เริ่มจากคำถามที่ท้าทายกว่านั้น คือ "จะทำอย่างไรให้คนรู้จักสินค้า โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกขาย"


“เพชร พะเนียงเวทย์” กรรมการบริษัท และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บอกว่า “มาม่า” เป็นสินค้าที่ผู้บริโภครู้จักและเข้าถึงได้ง่าย แต่การทำให้การสื่อสารยังคงสดใหม่และน่าสนใจเป็นโจทย์ที่แบรนด์ให้ความสำคัญ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับเทพลีลา เพื่อทดลองวิธีการสื่อสารรูปแบบใหม่ที่แตกต่างจากเดิม


เหตุผลสำคัญคือ ภาพรวมของการตลาดในปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างมาก จากยุคที่ใช้ข้อความเดียวสื่อสารกับผู้บริโภคทุกคน กลายเป็นยุคที่แต่ละกลุ่มมีความสนใจ พฤติกรรม และช่องทางการรับสื่อแตกต่างกัน ส่งผลให้ “อินฟลูเอนเซอร์” มีบทบาทเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์


“มาม่า” จึงมองว่า การทำงานร่วมกับ อินฟลูเอนเซอร์ที่หลากหลาย จะช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ตรงกลุ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดที่หลายแบรนด์หันมาลงทุนด้าน อินฟลูเอนเซอร์ มาร์เกตติ้ง อย่างต่อเนื่อง


อย่างไรก็ตาม โปรเจกต์ "มาม่า x เทพลีลา" ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีชื่อเสียง แต่เลือกสร้างครีเอเตอร์รุ่นใหม่ขึ้นมาด้วยตัวเอง


“เติ๊ด ภูถิรพัฒน์ - เหว่ง ภูศณัฎฐ์” จากช่อง “เทพลีลา” แชร์มุมมองเกี่ยวกับการปั้นคนใหม่ เป็นความท้าทายมากกว่า การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ ระดับแถวหน้าของประเทศ เพราะต้องเริ่มตั้งแต่การค้นหาคนที่ใช่ การพัฒนาทักษะ และการสร้างตัวตนให้เติบโตไปพร้อมกับโปรเจกต์


โดย “มาม่า” เข้ามามีส่วนร่วม กับ “เทพลีลา” ตั้งแต่ Day 1 ก่อนจะมีการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขัน โดยร่วมออกแบบแนวคิดของโปรเจกต์ตั้งแต่ต้น จากผู้สมัครกว่า 30 คน จนคัดเลือกเหลือลูกเทพ 9 คน ที่จะเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเป็นอินฟลูเอนเซอร์อย่างจริงจัง


โปรเจกต์มีทั้งหมด 12 ตอน โดยมาม่ารับบทผู้สนับสนุนหลัก ขณะที่ภารกิจแรก ผู้เข้าแข่งขันทั้ง 9 คนต้องสร้างคอนเทนต์เพื่อนำเสนอ "มาม่า 9 รสชาติ" ผ่านมุมมองและสไตล์ของตัวเอง


ความยากของโจทย์ไม่ได้อยู่ที่การพูดถึงผลิตภัณฑ์ แต่คือการคิดคอนเซ็ปต์ที่สอดคล้องกับสินค้า พร้อมถ่ายทอดออกมาให้เป็นคอนเทนต์ที่ผู้ชมรู้สึกสนุกและอยากติดตาม ขณะที่ในแต่ละ Mission ระดับความท้าทายจะเพิ่มขึ้น ทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ การบริหารเวลา และการสื่อสารอย่างมืออาชีพ


หากมองในมุมการตลาด โปรเจกต์นี้สะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของแบรนด์จาก "ผู้ว่าจ้างอินฟลูเอนเซอร์" ไปสู่ "ผู้สร้างครีเอเตอร์" ที่เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์


เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่ “มาม่า” กำลังลงทุน อาจไม่ใช่แค่แคมเปญการตลาดระยะสั้น แต่คือการสร้างคน สร้างคอนเทนต์ และสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคในระยะยาว ผ่านเสียงของครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่ผู้ชมเลือกติดตามด้วยตัวเอง