YLG ชี้ในเชิง Elliott Wave ระดับ Supercycle ทองคำเป็นการพักในขาขึ้น แนวรับใหญ่ 3900-3500 ดอลลาร์
• วายแอลจีกางโรดแมปทองคำแบบมหากาพย์ มองการเคลื่อนไหวระยะยาว พร้อมส่งอนาคตข้างหน้า ทุกอย่างเข้าล็อก ในเชิง Elliott Wave ยังอยู่ในรอบวงจรขาขึ้นระดับ “ซูเปอร์ไซเคิล (Supercycle)” ซึ่งกินเวลา 71 ปี และตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกราว 16 ปี โดยทองอยู่ในคลื่นขึ้นสุดท้ายของ Supercycle
• มองการเคลื่อนไหวทองคำปัจจุบัน ภายในคลื่นสุดท้ายของ Supercycle แตกย่อยเป็นคลื่นระดับ Cycle อีก 5 คลื่น โดยราคา ณ ปัจจุบันกำลังพักตัวอยู่ที่คลื่น 4 หรือชุดพักฐานของระดับ Cycle
• ชี้ปัจจัยหนุนให้ทองเข้าอยู่ในรอบการขึ้นที่กว้างและลึกกว่าทุกรอบ มาจากปัจจัยบวกมาบรรจบพร้อมกันถึง 5 ปัจจัย โดยเฉพาะ ปัจจัยการเข้าซื้อของธนาคารกลาง และ de-dollarization ส่งผลกระทบมากที่สุด ล่าสุดยังพบสัญญาณธนาคารกลางทั่วเตรียมซื้อทองคำเข้าพอร์ตในอีก 12 เดือนข้างหน้า
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน เเอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่าราคาทองคำในระยะนี้ แม้จะเป็นช่วงพักฐาน แต่ในครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวที่อยู่ภายใต้ วงจรขาขึ้นระดับ “ซูเปอร์ไซเคิล (Supercycle)” ซึ่งเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ที่กินเวลาราว 71 ปี อ้างอิงจากผู้คิดทฤษฎีนี้อย่าง Ralph Nelson Elliott ขณะที่ปัจจุบันทองคำเพิ่งผ่านมา 55 ปีจากจุดเริ่มต้น จึงยังเหลือเวลาอีกราว 16 ปี นั่นแปลว่าในเชิงเวลา ขาขึ้นรอบใหญ่ของทองยังไม่ถึงปลายทาง และการพักตัวที่เราเห็นวันนี้เป็นเพียงการพักคลื่น 4 ของระดับ Cycle ซึ่งเป็นคลื่นภายในของ Supercycle และเมื่อพักจบทองก็จะเข้าสู่ขาขึ้น “คลื่น 5 ระดับ Cycle ของคลื่น 5 ระดับ Supercycle”
ในเชิง Elliott Wave Supercycle จะขับเคลื่อนด้วย "การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง" ของระบบการเงินโลก ไม่ใช่ข่าวหรืออารมณ์ชั่วคราว ต่างจากขาขึ้นทั่วไปตรงที่ขาขึ้นปกติจบเมื่อข่าวจบ โดยจะยกระดับ "ฐานราคา" ขึ้นทั้งระบบในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับทองคำที่มีจุดเริ่มต้นขาขึ้นระดับ Supercycle ในปี 1971 หลังจากประธานาธิบดี Nixon ประกาศยกเลิกมาตรฐานทองคำ ทำให้ทองหลุดจากการถูกตรึงราคา และเริ่มลอยตัวเสรีเป็นครั้งแรก
นอกจากนี้ หากมองมูลค่าที่แท้จริงของทองคำ เมื่อปรับด้วยเงินเฟ้อ พบว่า ราคาทองคำทะลุ 5000 ดอลลาร์ ในปี 2026 ถือเป็นครั้งแรกที่ราคาเกินจุดสูงสุดของปี 1980 ในเชิงมูลค่าที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่สูงขึ้นตามค่าเงินที่เฟ้อ นี่คือการค้นพบราคาใหม่ (price discovery) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ และแยก "ขาขึ้นจริง" ออกจาก "ภาพลวงจากเงินเฟ้อ" ได้ชัดเจน
ปัจจัยหลักที่ทำให้ทองคำยังอยู่ในขาขึ้นระดับ Supercycle คือ การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง และกระแส De-dollarization ปัจจัยหนี้สาธารณะ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงเงินเฟ้อ เมื่อปัจจัยบวกเกิดขึ้นพร้อมกันรอบการขึ้นของราคาทองจึงกว้างและลึกกว่าทุกช่วงในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ปัจจัยที่มีผลมากที่สุด คือ การเข้าซื้อของธนาคารกลาง และ de-dollarization
สำหรับความต่อเนื่องของการซื้อทองคำจากธนาคารกลางยังคงดำเนินต่อไปหรือไม่นั้น ล่าสุด ในไตรมาสแรกของปีนี้พบแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกยังแข็งแกร่ง ซื้อสุทธิประมาณ 244 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าทั้งไตรมาสก่อนหน้าและสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะเดียวกันผลสำรวจล่าสุดจากสภาทองคำโลก (World Gold Council) สอบถามธนาคารกลาง 76 แห่งทั่วโลกระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคมปีนี้ ผลออกมาว่า 89% ของธนาคารกลางเชื่อว่าปริมาณทองคำสำรองทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นในอีก 12 เดือนข้างหน้า ส่วนที่เหลือราว 11% มองว่าจะทรงตัว และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีธนาคารกลางแม้แต่แห่งเดียวที่คาดว่าทองคำสำรองทั่วโลกจะลดลง
ส่วนแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำนั้น แม้ในระยะกลาง YLG และ World Gold Council มองตรงกันว่ามีโอกาสพักฐานในกรอบโซน 3900 ถึง 3500 ดอลลาร์ โดย YLG มองว่ากลยุทธ์ที่เหมาะที่สุดคือการทยอยสะสมเป็นไม้ ๆ ในจังหวะย่อ โดยใช้แนวรับสำคัญเป็นจุดอ้างอิงโซน 3966-3900 ดอลลาร์ และหากลงลึกกว่านั้นในโซน 3624-3500 ดอลลาร์ ก็เป็นจังหวะเพิ่มน้ำหนักสะสมได้ ตราบใดที่โครงสร้างขาขึ้นใหญ่ยังไม่เสีย
ประเมินแนวต้านแรกไว้ที่ 4382-4200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ หากไม่ผ่านจะยังอยู่ในชุด Correction (ปรับฐาน) แต่หากหากทะลุผ่านแนวดังกล่าวได้ มองขึ้นต่อ โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 5260-4890 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นด่านสำคัญของภาพใหญ่ในปีนี้