Krungthai CIO มองหุ้น AI พักฐานระยะสั้น ใช้จังหวะสะสมหุ้น Margin of Safety สูง พร้อมลงทุนส่วนเพิ่มในกลุ่มปลอดภัย
Krungthai CIO ประเมินตลาดหุ้นโลกยังมีปัจจัยหนุน แม้เกิดการหมุนเม็ดเงินลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor สู่กลุ่ม Healthcare โดยมองการปรับฐานของหุ้น AI เป็นเพียง Healthy Correction ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง พร้อมแนะนำกลยุทธ์ Core and Satellite รับฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2
ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Chief Investment Office: CIO) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์วันที่ 6–10 กรกฎาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นโลกยังปรับตัวได้ดี จากแรงหนุนของตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอลง ช่วยลดความกังวลต่อการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และมุมมองความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เริ่มปรับลดลง ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนโดยรวมเป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ดี ตลาดเริ่มเห็นการหมุนเวียนกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ที่เผชิญแรงขายทำกำไร ไปยังหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด โดยเฉพาะกลุ่มการแพทย์และสุขภาพ
Krungthai CIO ประเมินว่า หุ้นกลุ่ม AI อยู่ในช่วงปรับฐานระยะสั้น (Healthy Correction) ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังแข็งแกร่ง สะท้อนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของหลายประเทศ โดยเฉพาะโครงการ 3 Mega Projects ของรัฐบาลเกาหลีใต้ ร่วมกับ Samsung Electronics และ SK Hynix ในการพัฒนาโรงงานผลิตชิป AI Data Center และ Physical AI ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวมสูงถึงประมาณ 10% ของ GDP ต่อปีในทศวรรษหน้า ตอกย้ำแนวโน้มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตลาดมีแนวโน้มเปลี่ยนจุดสนใจจากปัจจัยมหภาคกลับสู่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน ผ่านฤดูกาลประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินทิศทางตลาดในระยะถัดไป
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะจัดพอร์ตแบบ Core and Satellite โดยใช้จังหวะความผันผวนทยอยสะสมสินทรัพย์ที่มี Margin of Safety ผ่านพอร์ตหลัก ที่เน้นการกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกผ่านกองทุน Krungthai World Class Series (KTWC) ควบคู่กับการลงทุนส่วนเพิ่ม (Satellite Portfolio) ในกลุ่มที่มีแนวโน้มกำไรเติบโตและมีคุณลักษณะเชิงรับ ได้แก่ กลุ่ม Healthcare รวมถึงกลุ่มพลังงาน และกลุ่มเทคโนโลยีที่มีระดับราคาเหมาะสม โดย FactSet คาดการณ์ว่ากำไรของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโตราว 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน หากเป็นไปตามคาด จะเป็นการเติบโตมากกว่า 20% ต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่สอง
ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของไทยและจีน รวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน (Initial & Continuing Jobless Claims) ของสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงิน