“ชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง” เดินหน้าใช้ InsurTech Platform ต่อยอดกลุ่ม Tidlor Holdings โตสวนตลาด

   เมื่อ : 10 ก.ค. 2569

ในวันที่ตลาดประกันวินาศภัยไทยเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings กลับสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่นและต่อเนื่อง คำถามคือ อะไรคือปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จนี้ และโอกาสข้างหน้ายังมีอีกมากแค่ไหน


เติบโตสวนตลาด ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง


ในปี 2568 ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings เติบโต 10.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่เติบโตเฉลี่ยเพียงราว 3% ในขณะที่ไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่อง ด้วยยอดเบี้ยประกันวินาศภัยรวมเพิ่มขึ้นถึง 11.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


นายชาญฤทธิ์ สุกปลั่ง รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจนายหน้าประกันภัย บมจ. เงินติดล้อ บริษัทในกลุ่ม Tidlor Holdings หรือ TIDLOR (บริษัทฯ) กล่าวว่า “ภาพรวมการเติบโตของธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีประกันภัย (InsurTech) ซึ่งเปรียบเหมือนเสาหลัก (Backbone) ที่ทำให้เราสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ช่วยเพิ่มช่องทางการขายและบริการให้กับลูกค้าได้อย่างครอบคลุม และทำให้เรายกระดับบริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าหากเราไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน InsurTech เพื่อเป็นพื้นฐานการดำเนินธุรกิจไว้ก่อนหน้า เราคงเติบโตช้ากว่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปัจจุบันที่ตลาดมีความผันผวนสูง”


โครงสร้างธุรกิจที่ครอบคลุมทุกความต้องการของทุกกลุ่มลูกค้า


จุดเด่นของธุรกิจนายหน้าประกันภัยของกลุ่ม Tidlor Holdings คือความครอบคลุมใน 2 มิติ ทั้งการมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ ครอบคลุมทั้งรถ คน และบ้าน และการออกแบบช่องทางขายและบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าทุกรูปแบบ ผ่าน 3 แบรนด์หลัก


ประกันติดโล่ (Shield Insurance Broker) แบรนด์อันดับ 1 ด้านบริการ Face to Face โดยแบรนด์ประกันติดโล่ถูกวางให้เป็น Service Broker ด้วยเป้าหมายเพื่อยกระดับบริการโดยดูแลลูกค้าตั้งแต่ขั้นตอนการซื้อ ที่ให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดผ่านพนักงานมืออาชีพกว่า 5000 คน จากเครือข่ายสาขาเงินติดล้อที่ปัจจุบันมีมากกว่า 1900 แห่งทั่วประเทศ ไปจนถึงขั้นตอนการเคลม ผ่าน Call Center ประกันติดโล่ 1501 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าครบวงจร ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการสร้างคุณค่าให้กับงานบริการ ก่อให้เกิดความไว้วางใจที่ลูกค้ามอบให้กับแบรนด์ประกันติดโล่ ภายใต้สโลแกน “สบายใจตั้งแต่ซื้อยันเคลม”


ทั้งนี้ ที่ผ่านมาลูกค้าผู้ซื้อประกันวินาศภัยกับนายหน้าอาจไม่ได้รับบริการหลังการขายที่มีมาตรฐาน และมีความกังวลเรื่องเงื่อนไขความคุ้มครองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นที่มาของการยกระดับบริการ Call Center ประกันติดโล่ 1501 เพื่อลบภาพจำเดิม ๆ และประสบการณ์แย่ ๆ ที่ลูกค้าอาจเคยได้รับจากการซื้อประกันภัยกับนายหน้าทั่วไป โดยตั้งแต่เริ่มต้นให้บริการในเดือนธันวาคมปี 2566 ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีจำนวนลูกค้าที่ติดต่อใช้บริการรวมแล้วมากกว่า 260000 ครั้ง


นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจในรูปแบบ InsurTech Platform ผ่านแบรนด์ อารีเกเตอร์ (Areegator) แพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Software-as-a-Service (SaaS) สำหรับนายหน้าประกันอิสระที่สมัครเป็นสมาชิก ช่วยให้สามารถเข้าถึงระบบบริหารงานขาย ผลิตภัณฑ์ประกันที่หลากหลายและมีมาตรฐาน และแบรนด์ เฮ้ กู๊ดดี้ (heygoody.com) แพลตฟอร์มนายหน้าประกันดิจิทัล 100% สำหรับลูกค้าที่ต้องการซื้อประกันด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถเปรียบเทียบเบี้ยและเงื่อนไขได้เองตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมรับความคุ้มครองทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ประกันเดินทาง ที่ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี และมีการกลับมาใช้ซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยทั้ง 2 แพลตฟอร์มสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง และถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างการเติบโตในภาพรวมให้ธุรกิจนายหน้าประกันภัยของบริษัทฯ


ตลาดประกันภัยประเทศไทย โอกาสที่ยังเปิดกว้าง


แม้จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ชาญฤทธิ์ มองว่าตลาดประกันภัยในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยในปี 2568 ตลาดประกันวินาศภัยมีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวม 292,785 ล้านบาท และตลาดประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 676,436 ล้านบาท นอกจากนี้ ประเทศไทยมีรถจดทะเบียนมากกว่า 45 ล้านคัน แต่ราวครึ่งหนึ่งยังไม่มีประกันภัยภาคสมัครใจ ซึ่งสะท้อนถึงโอกาสในการขยายการเข้าถึงความคุ้มครองของประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน สัดส่วนเบี้ยประกันภัยรวมต่อ GDP ของประเทศไทยอยู่ที่ 5% (ประกันชีวิต 3.5% และประกันวินาศภัย 1.5%) ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ที่มีสัดส่วนมากกว่า 10% สะท้อนถึงโอกาสเติบโตที่ยังเปิดกว้างทั้งในกลุ่มประกันวินาศภัยและประกันชีวิต


ด้วยเหตุนี้ นอกจากการขับเคลื่อนสร้างการเติบโตให้ธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย เฉลี่ย 5%-10% ต่อปี อย่างต่อเนื่องแล้ว ในปีนี้บริษัทฯ ยังมีแผนขยายธุรกิจสู่การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต (Life Insurance) ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดสู่การเป็นนายหน้าประกันภัยครบวงจร เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว


นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันภัยแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริม Insurance Literacy หรือความรู้ความเข้าใจด้านประกันภัยให้กับกลุ่มเยาวชนและชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบที่สนุกและสอดแทรกความรู้ด้านประกันภัย เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของประกันภัยในฐานะเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ช่วยแบกรับความเสี่ยงด้านการเงิน และมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญของการมีประกันภัยเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยในปีที่ผ่านมาเราจัดกิจกรรมไปแล้ว 33 แห่ง ใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ และในปีนี้ยังมีแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านประกันภัยไม่น้อยกว่า 35 แห่ง ทั่วประเทศ