SHR โชว์กำไรครึ่งปีแรก 171 ลบ. เคาะปันผลระหว่างกาล 0.015 บาทต่อหุ้น
บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (SET: SHR) รายงานรายได้จากการให้บริการในไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 2266 ล้านบาท และสำหรับงวด 6 เดือนแรกมีรายได้จากการให้บริการจำนวน 4900 ล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และปัจจัยฤดูกาล พร้อมส่งสัญญาณว่าผลการดำเนินงานได้ผ่านช่วงที่ท้าทายที่สุดของปีไปแล้ว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เริ่มคลี่คลาย การฟื้นตัวของอุปสงค์จากตลาดหลัก การเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul ที่ทยอยกลับมา และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงครึ่งปีหลัง
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าบริหารต้นทุนและโครงสร้างเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพของสินทรัพย์ ผ่านการปรับปรุงและพัฒนาโรงแรม การรีแบรนด์สินทรัพย์ในทำเลศักยภาพ และการต่อยอดผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพของรายได้และเสริมสร้างศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯ รายงานกำไรสุทธิสำหรับงวดครึ่งปีแรกจำนวน 171 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.015 บาทต่อหุ้น สะท้อนความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินและแนวโน้มการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง โดยได้กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 10 กันยายน 2569
นายไมเคิล เดวิด มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แม้ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 จะได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่อุปสงค์จากตลาดหลักอื่นๆ ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยโรงแรมในสาธารณรัฐฟิจิมีผลการดำเนินงานโดดเด่นจากการเริ่มเข้าสู่ช่วง High Season ส่งผลให้รายได้เติบโตกว่า 9% จากปีก่อน อีกทั้ง RevPAR ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์สำหรับไตรมาส 2 และมีอัตราการเข้าพักอยู่ในระดับเกือบ 90% ด้านโรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ต และทราย เกาะสมุย วิลล่าส์ ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความสำเร็จของการดำเนินกลยุทธ์ภายใต้แบรนด์ SAii ส่งผลให้ RevPAR เติบโต 22% และ 14% ตามลำดับ”
บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Market Diversification ผ่านการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพ และส่งเสริมการจองผ่านช่องทางตรง ควบคู่กับมาตรการ Cost Optimization และการบริหารโครงสร้างเงินทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
ครึ่งปีหลังฟื้นตัวชัดเจน หนุนโดยนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul Forward Bookings และ High Season บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะทยอยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ จากการที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์เริ่มคลี่คลาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul ฟื้นตัวและกลับมาเดินทางได้ตามปกติมากขึ้น ขณะเดียวกัน พอร์ตโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเริ่มแสดงสัญญาณเชิงบวก โดยยอดจองล่วงหน้า (Forward Bookings) กลับมาปรับตัวดีขึ้น สำหรับไตรมาส 3 บริษัทฯ คาดว่าจะยังได้รับแรงสนับสนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของโรงแรมในสาธารณรัฐฟิจิ และการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของพอร์ตโรงแรมในสหราชอาณาจักร ประกอบกับการรีแบรนด์โรงแรมภายใต้แบรนด์ The Unlimited Collection ซึ่งเริ่มสะท้อนผ่านการปรับตัวดีขึ้นของอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และจะช่วยยกระดับคุณภาพของรายได้ในระยะยาว ก่อนที่ประเทศไทยและสาธารณรัฐมัลดีฟส์จะเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4 ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในช่วงที่เหลือของปี ควบคู่กับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารค่าใช้จ่าย และการบริหารต้นทุนทางการเงิน ซึ่งจะสนับสนุนการเติบโตของรายได้และการขยายตัวของอัตรากำไรในระยะต่อไป
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เปิดตัว SunRay Social & Swim Club เดย์คลับคอนเซ็ปต์ใหม่ ณ โรงแรมทราย เกาะสมุย วิลล่าส์ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 เพื่อยกระดับประสบการณ์การเข้าพักและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงรายได้ที่ไม่ใช่ค่าห้องพัก (Non-room Revenue) ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการใช้บริการภายในรีสอร์ต กระตุ้นการใช้จ่ายต่อผู้เข้าพัก และดึงดูดลูกค้าภายนอกให้เข้ามาใช้บริการมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ SAii ในฐานะไลฟ์สไตล์รีสอร์ตระดับพรีเมียม โดยบริษัทฯ มีแผนขยายแนวคิดดังกล่าวไปยังทราย ลากูน่า ภูเก็ต และทราย ลากูน มัลดีฟส์ ภายในไตรมาส 4 ของปี 2569 เพื่อสนับสนุนการเติบโตของรายได้และยกระดับศักยภาพในการทำกำไรในระยะยาว
“เราเชื่อว่าบริษัทฯ ได้ผ่านช่วงที่ท้าทายที่สุดของผลการดำเนินงานในปีนี้ และปัจจัยกดดันสำคัญหลายประการได้เริ่มคลี่คลายการเดินทางของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Long-haul เริ่มกลับมามากขึ้น ขณะที่ยอดจองล่วงหน้าของโรงแรมที่เคยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มปรับตัวดีขึ้น และราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อประกอบกับการเข้าสู่ช่วง High Season ของฟิจิและสหราชอาณาจักรในไตรมาส 3 และประเทศไทยกับมัลดีฟส์ในไตรมาส 4 บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานจะทยอยฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการยกระดับศักยภาพของสินทรัพย์ สร้างแหล่งรายได้ใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว” นายไมเคิล กล่าวปิดท้าย