กบข. ผนึก 3 พันธมิตร เสริมเกราะป้องกันกลโกงออนไลน์ สร้างภูมิสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน
กบข. ผนึกกำลัง 3 พันธมิตร สถาบันคุ้มครองเงินฝาก Whoscall NITMX เสริมเกราะกันโกงออนไลน์ ยกระดับภูมิคุ้มกันทางการเงินให้สมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน รับมือภัยดิจิทัลที่ซับซ้อนและใกล้ตัวมากขึ้น
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ร่วมกับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Whoscall และบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด หรือ NITMX ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเสริมสร้างความรู้เท่าทันภัยทุจริตและอาชญากรรมทางดิจิทัล เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะในการป้องกันภัยทางการเงินและอาชญากรรมทางดิจิทัลให้แก่สมาชิก กบข. และประชาชนทั่วไป
ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) กล่าวว่า กบข. ในฐานะองค์กรที่ดูแลเงินออมเพื่อการเกษียณของสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคน ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่สมาชิก โดยเฉพาะในยุคที่ภัยมิจฉาชีพออนไลน์และอาชญากรรมทางดิจิทัลมีความซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้เท่าทันภัยทุจริตและอาชญากรรมทางดิจิทัล พร้อมยกระดับทักษะด้าน Digital Literacy และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย เพื่อลดโอกาสตกเป็นเหยื่อและป้องกันความเสียหายทางการเงิน การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Retirement Academy ที่ กบข. พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับสมาชิกในทุกช่วงวัย และขยายการให้ความรู้ในทุกมิติเพื่อให้สมาชิกก้าวสู่วัยเกษียณได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
“กบข. เชื่อว่า ความรู้ด้านการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่จำเป็นต้องมีความรู้เท่าทันดิจิทัลควบคู่กัน เพราะมิจฉาชีพไม่ได้เลือกเหยื่อจากอายุ แต่เลือกจากช่องว่างทางความรู้เท่าทันภัย การสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล จึงจำเป็นสำหรับทุกช่วงวัย การบูรณาการความร่วมมือกับพันธมิตรทั้ง 3 หน่วยงาน จะช่วยขยายองค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ไปสู่สมาชิก กบข. และสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินและดิจิทัลอย่างยั่งยืน” ดร.ศรพล กล่าว
นางปิยาภรณ์ โพธิ์กลิ่น รองผู้อำนวยการ รักษาการแทน ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กล่าวเสริมว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝาก และ กบข. ต่อยอดความร่วมมือจากการให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองเงินฝาก สู่การป้องกันภัยทางการเงินเชิงรุก เพื่อให้สมาชิก กบข. รู้เท่าทันการแอบอ้าง ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจ สามารถปกป้องเงินออมที่สะสมมาตลอดชีวิตการทำงาน และมีความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ โดยขอย้ำว่าผู้ฝากจะได้รับความคุ้มครองเงินฝากทันทีที่เปิดบัญชี โดยไม่ต้องสมัครเพื่อให้ได้รับความคุ้มครอง หากเกิดกรณีสถาบันการเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต สถาบันคุ้มครองเงินฝากจะทำหน้าที่จ่ายเงินคุ้มครองตามจำนวนเงินฝากที่ผู้ฝากมีอยู่จริง ภายใต้วงเงินที่กฎหมายกำหนด
นายแมนวู จู ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกโกลุก (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในฐานะแอปพลิเคชันระบุสายเรียกเข้าและป้องกันมิจฉาชีพที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย Whoscall ตระหนักดีถึงบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีในการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทุกวันนี้กลโกงออนไลน์พัฒนาไปเร็วกว่าที่หลายคนตามทัน มิจฉาชีพไม่ได้เป็นแค่คนร้ายที่มีโทรศัพท์เครื่องเดียวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครือข่ายระดับอุตสาหกรรมที่นำ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์เหยื่อ ใช้คอลเซ็นเตอร์ระดับมืออาชีพ ส่ง SMS หลอกลวงจำนวนมาก และแฝงตัวอยู่บนโซเชียลมีเดียในรูปแบบที่แนบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ จากข้อมูลในรายงานประจำปีของเราพบว่า หมายเลขมิจฉาชีพเพียงหมายเลขเดียวสามารถโทรออกได้มากกว่า 800000 ครั้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เป็นไปไม่ได้เลยหากทำด้วยมือ แต่เกิดขึ้นได้จากระบบโทรอัตโนมัติและอุปกรณ์ระดับคอลเซ็นเตอร์มืออาชีพเท่านั้น สิ่งที่ Whoscall ทำได้คือนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยคัดกรองและแจ้งเตือนความเสี่ยงให้ผู้ใช้งานรู้ทันก่อนตกเป็นเหยื่อ แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ การป้องกันภัยที่ยั่งยืนต้องมาพร้อมกับความรู้เท่าทันของประชาชนควบคู่กันไปด้วย ความร่วมมือกับ กบข. ในครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยส่งต่อทั้งเครื่องมือป้องกันมิจฉาชีพอย่าง Whoscall Premium Basic จำนวน 1.5 ล้านโค้ดและองค์ความรู้ไปถึงสมาชิกกว่า 1.2 ล้านคนได้อย่างแท้จริง
นายฉัตรชัย ดุษฎีโหนด กรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด กล่าวว่า NITMX ได้รับมอบหมายให้เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาภัยทุจริตและอาชญากรรมทาง Digital มาโดยตลอด โดยใช้ช่วงเวลาที่ผ่านมา NITMX ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ฟ ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน ดำเนินการแก้ปัญหามาโดยตลอดซึ่งมีความสำเร็จที่ดี โดยเฉพาะการระงับใช้เครื่องมือในการก่ออาชญากรรมในภาคธุรกิจการเงิน ซึ่งทาง NITMX ยังต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงร่วมกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อกำจัดภัยทุจริตนี้ต่อไป
ในการดำเนินงานข้างต้นที่กล่าวมานั้น เป็นการดำเนินการแก้ไขเมื่อเกิดเหตุแล้ว เป็นการระงับหรือลดระดับความเสียหาย ตลอดจนทำลายเคื่องมือในการก่ออาชญากรรม ซึ่งหากสังคมไทยมีความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุย่อมจะเป็นการลดปัญหาในอีกระดับหนึ่ง
กลุ่มผู้ก่ออาชญากรรมทาง Digital มีความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และเทคโนโลยีในระดับสูง การที่บุคคลทั่วไปจะรับมือกับอาชญากรที่มีความสามารถสูงนี้โดยขาดความรู้และเครื่องมือในการตรวจจับและป้องกันเป็นเรื่องที่เสียเปรียบอย่างยิ่ง
NITMX เชื่อมั่นว่าการร่วมมือของหน่วยงานต่างๆในโครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูล ความสามารถในการหาและใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มความสามารถในการตรวจจับการล่อลวง การข่มขู่ รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อเพิ่มมากขึ้น ระงับความเสียหายสูญเสียทรัพย์สินให้แก่อาชญากร
สำหรับ NITMX แล้ว โครงการการแก้ปัญหาภัยทุจริตและอาชญากรรมทาง Digital นี้เป็นการขยายแนวการต่อสู้กับอาชญากรรมทาง Digital ให้กว้างขึ้น และเข้มแข็งขึ้น ลดจำนวนผู้เสียหายลง และในขณะเดียวกัน ลดทอนทรัพยากรและศักยภาพของกลุ่มอาชญากร จึงเป็นโครงการที่สำคัญยิ่งในภาระกิจการแก้ปัญหาภัยทุจริตและอาชญากรรมทาง Digital เพิ่มเติมจากการดำเนินงานที่ผ่านมา ทั้งในด้านการขยายเครือข่าย และแนวป้องกันต่อต้านไปยังจุดเกิดเหตุ
“NITMX ขอขอบคุณพันธมิตรผู้ร่วมโครงการ ที่ได้มีความเชื่อมั่น ให้โอกาส NITMX เข้าร่วมโครงการที่สำคัญนี้ที่จะสร้างความเข้มแข็งแก่ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อแก่กลุ่มอาชญากร เพิ่มความปลอดภัยความสามารถปกป้องทัพย์สินได้ดียิ่งขึ้น และในภาพรวมแล้วจะเพิ่มความมั่นคงด้านเศรษฐกิจแก่ประเทศไทยให้สูงขึ้น” นายฉัตรชัย กล่าวทิ้งท้าย