InnovestX เปิดมุมมองการลงทุนไตรมาส 4/69 ผ่าน “Navigating the Seven”
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่ม SCBX เปิดมุมมองและกลยุทธ์การลงทุนประจำไตรมาส 4 ปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Navigating the Seven – อ่าน 7 สัญญาณ จับทิศทางโอกาสลงทุน” ชี้ตลาดการลงทุนช่วงไตรมาสสุดท้ายของปียังคงเผชิญปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางภาพที่ปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจยังแข็งแกร่ง แต่สภาพแวดล้อมมหภาคมีความเปราะบางมากขึ้น โดย InnovestX ระบุ 7 ปัจจัยสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางตลาด ได้แก่ ราคาน้ำมัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตร ความเสี่ยงด้านการเมืองและการเลือกตั้ง ภาวะเอลนีโญรุนแรง หนี้สาธารณะ การเติบโตของกำไรบริษัท และความต้องการด้าน AI พร้อมแนะนำผู้ลงทุนให้เพิ่มความระมัดระวัง เลือกกลุ่มอุตสาหกรรม / หุ้นคุณภาพดี และกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม
นายสุทธิชัย คุ้มวรชัย Head of Investment Strategy & Research บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า “ภาพการลงทุนในไตรมาส 4 สะท้อนภาวะที่ปัจจัยมหภาคมีความเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ธนาคารกลางหลักกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงยืดเยื้อ ซึ่งอาจสร้าง ‘Chain of Risk’ จากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ส่งต่อไปยังเงินเฟ้อ ตลอดจนการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ย ต้นทุนทางการเงิน และค่าเงินบาท จึงเป็นช่วงเวลาที่ผู้ลงทุนต้องติดตามสัญญาณสำคัญหลายด้านควบคู่กัน ในภาวะดังกล่าวการลงทุนในตลาดพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ที่มีความทนทานต่อภาวะดอกเบี้ยสูง และมีปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง จึงมีความน่าสนใจมากกว่าตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตามห่วงโซ่ความเสี่ยงดังกล่าวสามารถเปลี่ยนทิศได้หากสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับตลาดหุ้นไทยยังคงได้รับประโยชน์จากการเร่งเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศ (Domestic Plays) ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงนี้จึงควรเพิ่มความระมัดระวัง แต่ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงการลงทุน เลือกกลุ่มอุตสาหกรรม / หุ้นคุณภาพดี และกระจายความเสี่ยงพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสม”
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า “InnovestX ยังคงประมาณการ GDP ไทยปี 2569 และ 2570 ที่ 2.0% แม้เผชิญอุทกภัยกรุงเทพมหานคร เพราะน้ำท่วมรอบนี้ต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ (local rainfall) ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ ผลกระทบจึงจำกัดวงและกระจุกอยู่ในไตรมาส 3 เป็นหลัก และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะเข้ามาช่วยหักล้างได้ ขณะที่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจยังเติบโตแบบ K-shaped โดยมีการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกจากกระแส AI เป็นแรงหนุน ก่อนที่ในปี 2570 แรงขับเคลื่อนจะย้ายไปสู่ภาครัฐและการบริโภคมากขึ้น ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา คือราคาน้ำมันที่เราปรับสมมติฐานเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 90 และ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลักและผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในช่วงต่อไป”
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวว่า “แม้ปัจจัยมหภาคจะมีความเปราะบาง แต่ภาพกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีแรงสนับสนุนตลาดหุ้นในภาพรวม โดยประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะจากกลุ่มพลังงาน ขณะที่ในระดับโลก การเติบโตของกำไรเริ่มกระจายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง Upside เริ่มจำกัด ประกอบกับความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเอลนีโญและราคาชิปที่เพิ่มขึ้นซ้ำเติมหากราคาพลังงานไม่ลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคาและรอจังหวะเข้าลงทุน โดยเรามองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามอิหร่านได้ โดย InnovestX ตั้งเป้าหมาย SET Index ปี 2570 ที่ 1715 จุด จากภาพเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่บริเวณ 1550 จุด เป็นระดับที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และมีความชัดเจนของกำไร โดยหุ้นเด่น ได้แก่ AMATA CENTEL CRC KTB และ PR9” สำหรับหุ้นต่างประเทศมองไปที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI เช่น Google Amazon Nvidia Tencent Alibaba ส่วนกลุ่ม Semiconductor เน้นที่คอขวดหรือได้แรงหนุนจากรัฐบาลจีนที่ใช้ชิปในประเทศอย่าง Lumentum Naura SMIC Biren และควรจะมีการกระจายความเสี่ยงนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นแนวตั้งรับอย่าง Hong Kong Exchange & Clearing Visa AIA Walmart Iberdrola China Mobile และธีมปันผลอย่าง Verizon AXA Enel ICBC และ Hang Seng High Dividend (HSHD23)
ด้านนายจรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี InnovestX แนะนำกองทุน M-SCHD ที่ลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) ที่มุ่งลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มปันผลคุณภาพ นอกจากจะเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลแล้ว ยังช่วยกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน SCHD มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% เทียบกับ S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40% ในด้านผลตอบแทนในปีนี้ SCHD สามารถปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนในปีนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในหุ้นเทคโนโลยี แต่หุ้นปันผลคุณภาพสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเช่นกัน อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ของ SCHD กับ S&P 500 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งในปี 2554 หมายความว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมน้อยลง จึงช่วยเพิ่มมิติของการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้”
“นอกจากกองทุน M-SCHD ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน Exclusive ค่าธรรมเนียมต่ำของ InnovestX แล้ว ยังมีทางเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างกองทุน M-SCHG ลงทุนใน Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF (SCHG) เพื่อเข้าถึงหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพการเติบโต โดยเป็นกองทุน Exclusive เช่นกัน รวมถึงมี DR23 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึง ETF สหรัฐฯ ภายใต้แบรนด์ iShares ของ BlackRock ผ่าน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ IVV23 อ้างอิง S&P 500 IQQ23 อ้างอิง Nasdaq-100 และ SOXX23 อ้างอิงกลุ่ม Semiconductor”
InnovestX มองว่าภาพรวมกลยุทธ์การลงทุนในไตรมาส 4/2569 จึงยังคงเน้นการลงทุนแบบ Selective หลีกเลี่ยงการไล่ราคา รอจังหวะเข้าลงทุน และคัดเลือกบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง แนวโน้มกำไรชัดเจน และได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกจำกัด ขณะที่ผู้ลงทุนระยะยาวสามารถพิจารณาทยอยสะสมสินทรัพย์ผ่านผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้