อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัว จากแรงหนุนของ AI-related products

   เมื่อ : 12 ต.ค. 2569

มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในปี 2570 มีแนวโน้มขยายตัวอยู่ที่ 7.8%YOY จากแรงหนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่ชะลอลงจากฐานที่สูงเมื่อเทียบกับในปี 2569 ที่ขยายตัว 45.5%YOY


ในปี 2570 คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในภาพรวมมีแนวโน้มขยายตัวในทุกกลุ่มสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับห่วงโซ่อุปทาน AI เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ HDD ความจุสูง อุปกรณ์สื่อสาร และ Power Electronics ขณะที่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามอุปสงค์โลกที่แผ่วลง อย่างไรก็ดี สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังต้องเผชิญความเสี่ยงที่มากขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการปรับขึ้นภาษีในกลุ่มสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคบางส่วนในระยะข้างหน้า


สำหรับในระยะกลาง คาดว่าอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ตามแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน Digital และ Data center


ในระยะกลาง (2571-2573) คาดว่ามูลค่าการส่งออกอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง จากแนวโน้มการขยายการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า กลุ่ม Data Storage รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังขยายตัวไม่เท่ากันในทุกหมวดสินค้า โดยคาดว่าการส่งออกชิปต้นน้ำยังเติบโตจำกัดจากการลงทุนที่น้อยกว่าประเทศคู่แข่งในอาเซียน ขณะที่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์กลางน้ำและปลายน้ำยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีจากการขยายการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น PCB IC HDD ความจุสูง อุปกรณ์ไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ


อย่างไรก็ตาม AI ยังเป็นปัจจัยหนุนหลักของการเติบโตของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ความเสี่ยงด้านการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ และอุปทานชิปที่ตึงตัว เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า


1.AI Infrastructure Boom ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม E&E โลก โดยเฉพาะการเร่งลงทุนของ Hyperscalers ใน Data center AI Server ซึ่งจะช่วยหนุนความต้องการชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง


2.สินค้า E&E ไทยบางกลุ่มยังได้อานิสงส์จากการเข้าถึงตลาดสหรัฐฯ โดยสินค้าสำคัญ เช่น คอมพิวเตอร์ HDD IC/ชิป และอุปกรณ์สื่อสารบางประเภท ยังได้รับการยกเว้นจากมาตรการภาษีบางส่วน


3.ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ที่อาจทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น


4.ภาวะอุปทานชิปและ Memory ที่ตึงตัว จากการที่กำลังผลิตถูกจัดสรรไปยังชิปขั้นสูงและ Memory สำหรับ AI มากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนชิ้นส่วนสูงขึ้นและอาจกดดันราคาขายปลายทาง


5.ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ทั้งการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ภาษีเจาะจงรายสินค้า และมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงหรือสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า


SCB EIC มองว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต้องมีการปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ดังนี้


การบริหารความเสี่ยงและการส่งเสริมวัตถุดิบในประเทศ/กระจายตลาดส่งออก จัดทำแผนประเมินผลกระทบในกลุ่มสินค้าเสี่ยงจากการปรับขึ้นภาษีและมาตรการสวมสิทธิ์ของสหรัฐฯ พร้อมทบทวนต้นทุนการผลิตและเร่งหาพันธมิตรทางการค้า/วัตถุดิบใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และจีน


เร่ง R&D และนวัตกรรม ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ไทย และเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ AI EV และ Data center


ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและดิจิทัล โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ และโครงข่ายสื่อสาร เพื่อรองรับ Data center และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง


พัฒนากำลังคนทักษะสูง ผ่านการ Reskill/Upskill และความร่วมมือกับภาคการศึกษา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแห่งอนาคต