กรุงเทพประกันชีวิต ตั้งเป้าเบี้ยปี 69 โตสวนตลาด! ปิด 8 เดือน โต 5% พร้อมเปิดตัวโปรดักซ์ใหม่ ”ห่วงรัก สุดคุ้ม”
กรุงเทพประกันชีวิต คาดเบี้ยประกันภัยเติบโตมากกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม หลังผ่าน 8 เดือนแรกโตแล้ว 5% จากอุตสาหกรรมโต 0.7% ส่วนการบริหารพอร์ตลงทุนมูลค่ากว่า 300000 ล้านบาท เน้นย้ำความระมัดระวังในหุ้นกู้ภาคเอกชน พร้อมขยับเพิ่มสัดส่วนพันธบัตรรัฐบาล รับมือเศรษฐกิจชะลอตัว ชี้พอร์ตตราสารหนี้ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจล่าสุดแตะ 56.1% ส่วนตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นโอกาสปรับเปลี่ยนหุ้นในพอร์ตอย่างเหมาะสม พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ห่วงรัก สุดคุ้ม” แบบประกันตลอดชีพที่คุ้มครองชีวิต โรคร้ายแรง อุบัติเหตุ ครบจบในกรมธรรม์เดียว
นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA เปิดเผยว่าบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตไว้ให้มากกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม จากเดิมที่เคยคาดการณ์การเติบโตของอุตสาหกรรมไว้ที่ประมาณ 3% อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 เดือนแรกที่ผ่านมาประกันภัยขยายตัวไป 0.7% ส่วนของบริษัทขยายตัวไปมากกว่า 5%
"แนวโน้มในช่วงไตรมาส 4/69 คาดว่า จะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังคงต้องมุ่งมั่นดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่วนภาพรวมทั้งปียังมีความไม่แน่นอน แต่บริษัทจะยังคงมุ่งเน้นการเติบโตให้สูงกว่าอุตสาหกรรมเป็นหลัก" นายโชน กล่าว
สำหรับสินทรัพย์ลงทุน สิ้นสุดไตรมาส 2/69) บริษัทมีสินทรัพย์ลงทุนทั้งสิ้น 303149 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการลงทุน แบ่งเป็น ดังนี้
ตราสารหนี้ระยะสั้น 1.2%
ตราสารหนี้ภาครัฐ 56.1%
ตราสารหนี้ภาคเอกชน 27.3%
รวมตราสารหนี้ทั้งหมด 84.5%
ตราสารทุน 11.1%
ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 4.2%
เงินให้กู้ยืมที่มีหลักประกัน 0.1%
ทางด้านแนวทางการบริหารพอร์ตการลงทุนท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีความไม่แน่นอน ทำให้บริษัทได้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนมากขึ้น และ ดำเนินแนวทางเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสัดส่วนการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ระดับใกล้เคียง 40% แต่หากนับรวมตราสารของรัฐวิสาหกิจต่างๆ เข้าไปด้วย สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐทั้งหมดจะอยู่ที่ 56.1% ของพอร์ตการลงทุน ซึ่งบริษัทยังไม่ได้กำหนดตัวเลขการเพิ่มสัดส่วนที่ชัดเจน แต่จะใช้ความละเอียดรอบคอบในการคัดเลือกการลงทุนมากขึ้น
ในส่วนของพอร์ตหุ้น ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ประมาณ 11.1% นั้น นายโชน กล่าวว่า ในปีนี้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้ดีมาก ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตหุ้นของบริษัทเติบโตขึ้นจากราคาหุ้นที่สูงขึ้น จึงถือเป็นโอกาสที่ดีในการบริหาร และ ปรับพอร์ต โดยอาจมีการพิจารณาเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวอื่นในพอร์ตตามสภาวะตลาด
ด้านอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4.87% โดยการคาดการณ์ผลตอบแทนในช่วงที่เหลือของปีทำได้ค่อนข้างยาก และ บริษัทยังไม่ได้มีการคาดการณ์ไปถึงระดับเป้าหมายที่แน่ชัด