Krungthai CIO ชี้เงินเฟ้อ–AI Financing กดดันตลาด แนะกลยุทธ์ Barbell รอจังหวะทยอยสะสมหุ้นกลุ่มกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

   เมื่อ : 20 ต.ค. 2569

Krungthai CIO มองสินทรัพย์เสี่ยงเผชิญแรงขายทำกำไรและปรับฐาน จากความกังวลต้นทุนทางการเงินและความเสี่ยงด้านเครดิตของ AI Financing รวมถึงเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าคาด และราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แนะรอจังหวะตลาดย่อตัวทยอยสะสมหุ้น (Buy on Dip) ไม่ไล่ราคา เน้นหุ้นกำไรชัดเจน กระแสเงินสดแข็งแกร่ง พร้อมใช้กลยุทธ์ Barbell ผสมหุ้นเติบโตคุณภาพสูงและกลุ่ม Healthcare กระจายความเสี่ยงจากวัฏจักร AI


ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย (Krungthai CIO) ) วิเคราะห์ภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 19 - 23 ตุลาคม 2569 ว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับฐานลงจากแรงกดดันในกลุ่มเทคโนโลยี โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 1.9% และ Nasdaq ลดลง 4.5% ขณะที่ Dow Jones ปรับเพิ่มขึ้น 0.7% WoW จากแรงกดดันในกลุ่ม Semiconductor ที่ปรับลดลงถึง 11.4% จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและ AI Financing ส่วนตลาดหุ้นยุโรปปรับเพิ่มขึ้น 2.1% สวนทางกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลดลง ตามการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง


ด้านตราสารหนี้และโภคภัณฑ์ บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง 15 bps อยู่ที่ระดับ 5.10% หลังแรงขายหุ้นกลุ่ม AI ทำให้นักลงทุนหันมาถือครองพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ส่วนบอนด์ยีลด์ไทย อายุ 10 ปี ปรับลดลง 5.7 bps อยู่ที่ 2.31% และราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้น 4.9% อยู่ที่ 109.86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำปรับลดลง 0.7% อยู่ที่ 4167 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แม้จะมีแรงซื้อกลับในช่วงปลายสัปดาห์


Krungthai CIO คงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแบบ Slightly Overweight ในระยะกลาง เน้นกลยุทธ์ Barbell ในพอร์ตการลงทุนหลัก คู่หุ้นเติบโตคุณภาพสูงที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กับกลุ่ม Healthcare ที่ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกิจบริหารจัดการด้านสุขภาพและนวัตกรรม Pharma/MedTech เพื่อกระจายความเสี่ยงโดยไม่ต้องลดสัดส่วนหุ้นเติบโตทั้งหมด ขณะที่หุ้นกลุ่ม Semiconductor ซึ่งมีความผันผวนสูง ยังคงเป็นกลุ่มหุ้นเด่นที่แนะนำให้ทยอยสะสมเป็นระยะ หลังผลประกอบการของ TSMC และ ASML ยืนยันความแข็งแกร่งของ AI Investment Cycle


ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานยังเป็นทางเลือกป้องกันความเสี่ยงระยะสั้นจากความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์สำคัญสำหรับกระจายความเสี่ยงในระยะยาว โดยมีแนวรับที่ 3900 - 4000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับตราสารหนี้ แนะบริหารแบบ Short-to-Medium Duration ในตราสารคุณภาพสูง เพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย โดยมอง บอนด์ยีลด์ สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ที่สูงกว่า 5.00% เป็นจังหวะทยอยสะสม และหากปรับขึ้นสู่ระดับ 5.30 - 5.35% สามารถพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนเชิงรุก เพื่อล็อกผลตอบแทนระยะยาว


ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ ผลประกอบการบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่และแนวโน้ม AI Capex ตัวเลขเศรษฐกิจจีน เศรษฐกิจสหรัฐ ดัชนี PMI ของประเทศเศรษฐกิจหลัก และการประชุมของธนาคารกลาง ทั้ง การประชุม FOMCECB BOJ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วันที่ 3 พฤศจิกายน เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย ความเสี่ยงด้านการคลัง และเสถียรภาพตลาดในระยะต่อไป