KBANK มั่นใจปี 69 ตามเป้า รับรายได้ค่าธรรมเนียมพุ่ง 16%
KBANK เผยภาพรวมผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกยังเติบโตแข็งแกร่งตามเป้า แม้ไตรมาส 4 จะมีค่าใช้จ่ายตามฤดูกาล โดยได้แรงหนุนสำคัญจากรายได้ค่าธรรมเนียมที่โตเกินคาดถึง 16% พร้อมมุ่งเป้าผลักดัน ROE สู่ระดับ Double Digit เพื่อผู้ถือหุ้น มองแนวโน้ม AI ดันความต้องการ Data Center โลกขยายตัวต่อเนื่อง
นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปีนี้ยังเติบโตได้ดีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยสินเชื่อเติบโต 0-2% และ การตั้งสำรองอยู่ในกรอบ 140-160 bps แต่สิ้นปีนี้อาจอยู่ในระดับกรอบบน ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมเดิมตั้งเป้าการเติบโตไว้ระดับ High Single Digit แต่ผ่านไป 9 เดือนเติบโตแล้วถึง 16% ซึ่งยังคงเป้าหมายเดิมไว้
"แม้ว่าไตรมาส 4 จะมีค่าใช้จ่ายตามฤดูกาลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นรูปแบบปกติที่เกิดทุกปีอยู่แล้ว ขณะที่ธนาคารยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดัน ROE ให้ขึ้นสู่ระดับ Double Digit เพื่อตอบโจทย์ผู้ถือหุ้น แต่ระยะเวลาขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยด้วย"
ในขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทลูก เช่น กลุ่มธุรกิจหลัก ทั้ง K-Asset และ K-Securities ถือว่าเติบโตติดลมบนแล้ว
ส่วนกลุ่มนวัตกรรม ( 1) เช่น LINE BK สามารถผ่านวัฏจักรวิกฤต มีความเข้าใจในพฤติกรรมหนี้เสียของลูกค้าแต่ละกลุ่ม จนปัจจุบันสามารถทำกำไรได้แล้ว
"ธนาคารเน้นการบูรณาการ บริษัทย่อยและผลิตภัณฑ์ดิจิทัล เช่น บริการต่าง ๆ หรือ Digital Asset ให้เข้ามาเสริมกับ K PLUS เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตอบโจทย์ลูกค้ารุ่นใหม่ มากกว่าการมองแยกเป็นบริษัททำกำไรเดี่ยว ๆ"
ทางด้านทิศทางธุรกิจปีหน้า ข้อจำกัดสำคัญที่สุด คือ การเติบโตของเศรษฐกิจไทย ซึ่งหากเศรษฐกิจ และคลื่นฟื้นตัวขึ้นมา ธนาคารมีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสเติบโตทันที
ในส่วนเรื่องประเด็นการระงับการสร้าง Data Center ของสหรัฐ มองว่า ภาพรวมเทคโนโลยี AI ยังคงเติบโตทั่วโลก ทำให้ความต้องการ Data Center ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องและต้องมีการหาทำเลรองรับการเติบโตนี้ต่อไป
แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อไป คือ กฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในแต่ละประเทศมีข้อกำหนดที่ห้ามนำข้อมูลของประชาชนออกนอกประเทศ ดังนั้นทุกประเทศจึงจำเป็นต้องมีการจัดตั้งและถือครอง Data Center ในขนาดที่เหมาะสมภายในประเทศของตนเอง
นอกจากนี้ เรื่องการปรับการปรับขึ้นอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะช่วยส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ SMEs และ Supply Chain ชิ้นส่วนยานยนต์ในไทย ทำให้เกิดการสร้างงานและการจ้างงานภายในประเทศ ซึ่งจะช่วยรักษาสมดุลระหว่างการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากต่างประเทศ กับการสนับสนุนการลงทุนตั้งโรงงานผลิต การจ้างงาน และการรักษาสมดุลกับค่ายรถยนต์เดิม
รวมถึงเรื่องดึงดูดการบริษัทต่างชาติเข้ามาจดทะเบียนในไทย ซึ่งตลาดหุ้นทั่วโลกต่างต้องการดึงดูดบริษัทที่มีคุณภาพเข้ามาจดทะเบียนในประเทศตัวเอง โดยมองว่าจะช่วยในเรื่องของการขยายขนาดของตลาดทุนไทยให้ใหญ่ขึ้น และ ช่วยยกระดับการพัฒนาตลาดเงินตลาดทุนของประเทศ