สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ – ปริมณฑล ไตรมาสที่ 4 ของปี 67 และแนวโน้มปี 68

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) รายงานผลสำรวจภาคสนามอุปทานและอุปสงค์โครงการที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขาย ประจำไตรมาส 4 ปี 2567 ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล โดยสำรวจเฉพาะโครงการที่มีหน่วยเหลือขายไม่น้อยกว่า 6 หน่วย พบว่า สถานการณ์ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัย (บ้านจัดสรรและอาคารชุด) ในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล (กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม) ปรับตัวลดลงทั้งอุปสงค์ และอุปทาน โดยอุปสงค์ที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 มีจำนวน 15038 หน่วย ลดลงร้อยละ -21.6 มูลค่า 90713 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -8.1 ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในไตรมาส 4 มีจำนวน17153 หน่วย ลดลงร้อยละ - 45.3 มูลค่า 137882 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -42.5 โดยการปรับตัวดังกล่าวมีผลให้หน่วยที่มีการเสนอขายทั้งหมดในตลาด ปี 2567 ลดลงร้อยละ -3.3 แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 275541 หน่วย มูลค่า 1700189 ล้านบาท มีโครงการเปิดขายใหม่ จำนวนทั้งสิ้น 62771 หน่วย ลดลงร้อยละ -34.9 มูลค่า 500957 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -16.2 มีจำนวนที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ จำนวนรวม 59585 หน่วย ลดลง ร้อยละ -20.8 มูลค่า 348991 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -10.7 มีผลให้หน่วยเหลือขายสิ้นงวด ณ ปี 2567 มีจำนวนทั้งสิ้น 215 956 หน่วย เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 คิดเป็นมูลค่า 1351198 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.5 อย่างไรก็ตามคาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2568 จะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้น จากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณการฟื้นตัว และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ในทุกระดับราคา จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคงค้างในระบบได้เป็นอย่างดี โดยมีรายละเอียด ดังนี้
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยผลการสำรวจภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ประกอบด้วย กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม โดยเป็นผลสำรวจในไตรมาส 4 ปี 2567 พบว่า อุปทานเสนอขายในตลาดที่อยู่อาศัยรวม (บ้านจัดสรรและอาคารชุด) มีจำนวน 230994 หน่วย ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.8 มูลค่า 1441910 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.8 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยส่วนหนึ่งมาจากโครงการที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ เข้ามาสู่ตลาด ณ ไตรมาส 4 จำนวน 17153 หน่วย ลดลงร้อยละ -45.3 มูลค่า 137882 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -42.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงของการเปิดโครงการใหม่ประเภทโครงการบ้านจัดสรร โดยมีโครงการเปิดขายใหม่จำนวน 6384 หน่วย ลดลงร้อยละ -59.5 มูลค่า 83898 ลดลงร้อยละ -41.8 เป็นโครงการอาคารชุดจำนวน 10769 หน่วย ลดลงร้อยละ- 30.9 มูลค่า 53984 ลดลงร้อยละ -43.4
ด้านอุปสงค์หน่วยขายได้ใหม่ พบว่าจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ ณ ไตรมาส 4 ปี 2567 มีทั้งสิ้น 15038 หน่วย ลดลง ร้อยละ- 21.6 มูลค่า 90713 ล้านบาท ลดลงร้อยละ- 8.1 โดยเป็นหน่วยขายได้ใหม่ประเภทบ้านจัดสรร จำนวน 9342 หน่วย ลดลงร้อยละ -16.7 มูลค่า 65325 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -5.8 เป็นโครงการอาคารชุด 5696 หน่วย ลดลงร้อยละ -28.4 คิดเป็นมูลค่า 25388 ล้านบาท ลดลงร้อยละ -13.4 ขณะที่อัตราดูดซับปรับลงจากร้อยละ 2.8 ในไตรมาส 4 ปี 2566 เป็นร้อยละ 2.2 ในไตรมาส 4 ปี 2567
การสำรวจพบว่าอุปทานที่อยู่อาศัยเสนอขายในตลาดที่อยู่อาศัยรวม (บ้านจัดสรรและอาคารชุด) 5 อันดับแรกประกอบด้วย
อันดับ 1 ย่านบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 22696 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 123 281 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.5
อันดับ 2 ย่านลำลูกกา-ธัญบุรี จำนวน 19893 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 100478 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 1.1
อันดับ 3 ย่านคลองหลวง จำนวน 17395 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 64755 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.6
อันดับ 4 ย่านเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก จำนวน 15756 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 70690 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.7
อันดับ 5 ย่านเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด จำนวน 13725 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 101961 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 17
ทั้งนี้ ในจำนวนดังกล่าวเป็นโครงการอาคารชุดร้อยละ 40.1 หรือจำนวน 92656 หน่วย บ้านเดี่ยวร้อยละ 20.3 จำนวน 46892 หน่วย ทาวน์เฮ้าส์ร้อยละ 28.0 จำนวน 64622 หน่วย บ้านแฝดร้อยละ 10.8 จำนวน 24861 หน่วย และอาคารพาณิชย์ร้อยละ 0.8 จำนวน 1963 หน่วย โดยระดับราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท เป็นกลุ่มราคาที่ประกาศขายมากที่สุด จำนวน 66621 หน่วย
ด้านอุปสงค์ที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่จากการสำรวจพบว่าทำเลที่มียอดขายใหม่สูงสุด ประกอบด้วย
อันดับ 1 ย่านบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง จำนวน 2483 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 19225 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 6.2
อันดับ 2 ย่านเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ จำนวน 1637 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 6347 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 4.7
อันดับ 3 ย่านห้วยขวาง-จตุจักร-ดินแดง จำนวน 1228 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 6399 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 3.3
อันดับ 4 ย่านบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 991 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 5199 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.5
อันดับ 5 ย่านเมืองสมุทรสาคร จำนวน 892 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 4264 ล้านบาท อัตราดูดซับร้อยละ 3.9
โดยหากแยกตามประเภทที่อยู่อาศัยพบว่าร้อยละ 37.9 เป็นโครงการอาคารชุด จำนวน 5696 หน่วย ประเภททาวน์เฮ้าส์ร้อยละ 31.5 จำนวน 4737 หน่วย ประเภทบ้านเดี่ยว ร้อยละ 20.0 จำนวน 3011 หน่วย ประเภทบ้านแฝด ร้อยละ 9.8 จำนวน 1480 หน่วย และอาคารพาณิชย์ ร้อยละ 0.8 จำนวน 114 หน่วย ในจำนวนดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยเสนอขายในระดับราคา 2.01-3.00 ล้านบาท มีมากที่สุด จำนวน 4454 หน่วย รองลงมาคือระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท จำนวน 3753 หน่วย
สำหรับทำเลที่มีหน่วยเหลือขายสูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็นไปในทิศทางเดียวกับจำนวนที่อยู่อาศัยเสนอขายทั้งหมดประกอบด้วย
อันดับ 1 ย่านบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย จำนวน 21705 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 118082 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.5
อันดับ 2 ย่านลำลูกกา-ธัญบุรี จำนวน 19236 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 97795 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.1
อันดับ 3 ย่านคลองหลวง จำนวน 16544 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 61935 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.6
อันดับ 4 ย่านเมืองปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว-สามโคก จำนวน 14940 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 67283 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.7
อันดับ 5 ย่านเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด จำนวน 13022 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 97790 ล้านบาท อัตราดูดซับ ร้อยละ 1.7
โดยที่อยู่อาศัยหน่วยเหลือขายสูงสุด เป็นกลุ่มระดับราคา 2.01 – 3.00 ล้านบาท จำนวนถึง 62167 หน่วย และระดับราคา 3.01 – 5.00 ล้านบาท จำนวน 53371 หน่วย
อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 ปรับตัวลดลง แต่จากปัจจัยบวกทั้งในด้านแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568 ที่คาดการณ์จะขยายตัวอยู่ที่ร้อยละ 2.2 - 3.2 ปัจจัยมาจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณการฟื้นตัว และอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ชั่วคราว ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569 ในทุกระดับราคา จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคงค้างในระบบได้เป็นอย่างดี ดังนั้นศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ จึงคาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัย ปี 2568 จะมีทิศทางการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยจะมีการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่สร้างอุปทานใหม่เสนอขายในตลาดที่อยู่อาศัยรวม (บ้านจัดสรรและอาคารชุด) ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 16.8 หรือประมาณ 73291 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 519692 ล้านบาท โดยเป็นโครงการบ้านจัดสรร 37800 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 348564 ล้านบาท และเป็นโครงการอาคารชุด 35491 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 171128 ล้านบาท ด้านอุปสงค์คาดว่าสถานการณ์การขายจะฟื้นตัวดีขึ้น โดยมีทิศทางที่ดีขึ้นของหน่วยขายได้ใหม่ โดยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.6 หรือประมาณ 61714 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 361216 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านจัดสรร 37173 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 252975 ล้านบาท และโครงการอาคารชุด 24542 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 108241 ล้านบาท แต่ในส่วนของอัตราดูดซับในปี 2568 คาดการณ์ว่าจะยังไม่ฟื้นตัวมากนัก โดยภาพรวมคาดว่าอยู่ในอัตราร้อยละ 1.8 เนื่องจากยังมีที่อยู่อาศัยคงค้างในตลาดซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.3 หรือประมาณ 227304 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 1454101 ล้านบาท เป็นโครงการบ้านจัดสรร 129394 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 966149 ล้านบาท และเป็นโครงการอาคารชุด 97909 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 487952 ล้านบาท